Sunday, April 29, 2007

ของแจกงาน meeting หว้ากอ


ได้มา 2 อย่าง ป้ายวัตถุมงคลรุ่น "อิ่มไม่มีอด" กับ เครื่องคิดเลข ของขวัญจากการตอบโจ๊กได้คะแนนเต็ม

วิธีแก้ร้อนของรถ ขสมก

ภาพนี้ถ่ายจากรถเมย์ธรรมดาที่ขึ้นระหว่างปากซอยบ้าน มีห้อยพัดไว้ให้สำหรับพัดแก้ร้อนด้วย

Tuesday, April 17, 2007

ขัณฑสกร ไม่ใช่ saccharine

ก๊อปปี้มาทั้งดุ้นเลยแล้วกันนะ เค้าเขียนไว้ดีแล้ว
ขัณฑสกร ยาจากหยดน้ำบนต้นไม้ ?

ผู้อ่านอาจเคยได้พบเห็น คำว่า "ขัณฑสกร" และ "ซัคคารีน" เพราะเคยมีผู้รู้หลายท่านเปิดประเด็นเขียนเรื่องดังกล่าวเผยแพร่ ไปแล้วหลายท่าน แต่ปัจจุบันยังมีผู้เข้าใจผิดคิดว่า "ขัณฑสกร" คือ ซัคคารีน (โซเดียมซัคคารีน) หรือที่เรียกกันว่า "น้ำตาลเทียม" กันอยู่มากที่จริงมันเป็นคนละสิ่งกัน

หากเราจะใช้หลักวิเคราะห์ช่วงเวลาการเกิดและใช้คำศัพท์ ก็จะพิสูจน์ทราบได้ทันที "ซัคคารีน(saccharine)" เป็นสารเคมีให้ความหวานที่ถูกสังเคราะขึ้นโดยบังเอิญ ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1879 (พ.ศ.2422) ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทยเรา สารนี้ถูกสังเคราะห์โดยนักวิจัยสหรัฐอเมริกาที่ชื่อ Ira Remsen และ Constantine Fahlberg แห่งมหาวิทยาลัย จอหน์ ฮอบกินส์ และได้ตั้งชื่อ ตามสูตรเคมี เรียกใช้กันหลายชื่อซึ่งก็มี ซัคคารีน รวมอยู่ด้วย

ส่วนคำว่า "ขัณฑสกร " มีปรากฏอยู่แล้วตามคัมภีร์ยาไทยแผนโบราณ, ตามสมุดข่อย หรือแผ่นหินที่สลักไว้ที่วัดโพธิ์ ซึ่งสร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 และที่เก่ากว่านั้น ก็ยังมีปรากฏในตำราโอสถพระนารายณ์ สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยตำรายาของไทยอธิบายไว้ว่า ขัณฑสกรเป็นเครื่องยาไทยอย่างหนึ่งมีหลายชนิดและ มีแหล่งกำเนิดต่างๆ กันดังนี้

1. ขัณฑสกรที่เกิดจากหยาดน้ำค้างซึ่งตกค้างอยู่บนใบไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ต้นขัณฑสกร ต้นไม้นี้อยู่ในต่างประเทศ ขัณฑสกรนี้จะหาได้ในฤดูหนาว เมื่อน้ำค้างตกลงมาขังอยู่ตามใบต้นขัณฑสกรในเวลากลางคืน รุ่งเช้าก็ไปเก็บใส่กระบอกไม้ไผ่แขวนไว้จนน้ำค้างแห้ง ก็จะได้ขัณฑสกรเป็นเกร็ดสีขาวนวลมีรสหวานจัดจนขม ขัณฑสกรนี้มีสรรพคุณใช้บำรุงกำลัง ทำให้ปัสสาวะคล่องแก้เสมหะจุกคอ ทำให้ชุ่มคอแก้กระหายน้ำ

2. ขัณฑสกรที่เกิดจากน้ำอ้อย สรรพคุณใช้บำรุงธาตุ บำบัดฝีผอมเหลือง

3. ขัณฑสกรที่ทำขึ้นจากน้ำผึ้ง รวงที่เกิดริมฝังทะเล มีสรรพคุณแก้นิ่วแก้ท้องมาน แก้สะอึก แก้กำเดา แก้ไข้เซื่องซึม แก้จุดเสียด ลมพิษ คอแห้ง

4. ขัณฑสกรที่เกิดจากเกสรบัวหลวง รสหวานจัดจนขม สรรพคุณเหมือนข้อ 1

ส่วน ' ยาจากหยดน้ำบนใบต้นไม้ 'นั้นเมื่อปี ค.ศ. 2000 ที่สหรัฐอเมริกามีรายงานจากการค้นคว้าวิจัยของนักวิทยาศาสตร์พบว่า บรรดาต้นพืชเป็นแหล่งผลิตสร้างสสารทุกๆ สิ่งตั้งแต่วัคซีนไปถึงพลาสติก โดยเฉพาะ
โปรตีนที่ได้จากเนื้อเยื่อต้นพืชนั้นถ้าใช้วิธีสกัดออกมาจะยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง

จึงทดลองหาวิธีให้พืชคายสารโปรตีนออกมาในรูปของหยดน้ำค้าง ที่พบตามใบไม้ ที่จริงจะเรียกว่า 'น้ำค้าง' ก็ไม่ถูกต้องเพราะน้ำค้างเกิดจากภายนอก จากสภาพอากาศกลั่นตัวลงมา แต่การคายตัวของสารโปรตีน (หรือสารอื่นๆ) ออกมาให้เห็นเป็นหยดน้ำบนใบไม้ เกิดจากภายในเซลของพืช เราเรียกขบวนการนี้ว่า 'กัตเตชั่น' (Guttation) กล่าวคือในระหว่างตอนกลางคืนใบไม้ของพืชจะระเหยไอความชื้นออกมาได้น้อย ฉะนั้นจะเกิดความดันของเหลวขึ้นภายในเซลพืชจะดันเอาของเหลวออกนอกเซลพืช ในของเหลวนี้ก็จะมีพวกโปรตีนอยู่ด้วย

ด้วยหลักการนี้เองนักวิทยาศาสตร์พยายาม ทดลองกับต้นใบยาสูบเพื่อให้มันได้ผลิตของเหลวโปรตีนออกมา 3 ชนิดในรูป ของน้ำค้างตอนเช้ามืด พวกเขาหวังว่าในอนาคตจะทดลองกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น หญ้า ,มะเขือเทศ และสามารถนำไปเตรียมยา, วัคซีนต่อไป หยาดหยดน้ำ ของสารของเหลวภายในต้นพืชนี้เมื่อมาพบเห็นในตอนเช้าจึงดูเหมือนน้ำค้างมาก

ฉะนั้น ขัณฑสกรตามการบันทึกที่คนโบราณว่าไว้นั้น อาจจะเป็นสิ่งเดียวกันกับที่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันค้นพบและดำเนินการวิจัยอยู่ก็ได้ และในเมื่อขบวนการกัตเตชั่นนี้เกิดขึ้นได้กับบรรดาต้นไม้ชนิดต่างๆ ซึ่งต้นไม้
แต่ละชนิดมีสสารให้คุณสมบัติทางยาแตกต่างกันไป จึงก็อาจทำให้เกิดขัณฑสกรชนิดต่างๆ ได้

อ้างอิงจาก http://www.gpo.or.th/various_pharmacy/guttation.html

Sunday, April 15, 2007

ว่าด้วยเรื่องของ Vitamin C

ตัดมาจากที่ผมตอบกระทู้ไว้ที่ หว้ากอ
วิตามินซี
รูปสามัญคือ Ascorbic Acid ข้อเสียในรูปนี้ก็คือ เป็นกรด อาจเกิดระคายเคืองได้ เสื่อมสภาพได้ง่ายมาก ข้อดีคือ ราคาถูก และเป็น effective form

ในเมืองไทย ส่วนใหญ่ก็ใช้ ascorbic acid ทำในรูปอัดเม็ดขายราคาถูก ส่วนผสมอื่นๆที่ใช้ใส่ให้เต็มเม็ดก็ไม่พ้นแป้ง อาจมีน้ำตาลอีกนิดหน่อย ถ้าเป็นแบบใส่ปากอม

ในขณะที่ derivative ของมันอย่าง
  • sodium ascorbate
  • calcium ascorbate,
  • potassium ascorbate,
  • ascorbyl palmitate
  • Magnesium ascorbyl phosphate (ถ้าจำไม่ผิดไม่ใช่ food grade แต่ใช้ในเครื่องสำอางได้)
มีการดูดซึมดีกว่า ลดการแพ้ได้ดี และเสถียรกว่าเป็นไหนๆ จึงนิยมใช้กันในวิตามินซีในยี่ห้อชั้นนำ

จากนอกนี้ยังเติม additive อื่นๆ เพื่อเสริมการทำงาน หรือเสริมการดูดซึม เช่นใน Vit C ของ blackmore

Vit C 1000 mg จะประกอบไปด้วย

Ascorbic acid 400 mg
Sodium ascorbate 350 mg
Calcium ascorbate 400 mg (equiv. to vitamin C 1000mg)
Citrus bioflavonoids 25 mg
Rutin 50 mg
Hesperidin 50 mg
Rosa canina 250 mg
Acerola 50 mg

จะเห็นว่าตัวสำคัญจริงๆ คือ Ascorbic acid 400 mg แต่เค้าก็ได้ใส่ derivative ของมันอย่าง Sodium ascorbate / Calcium ascorbate เพิ่มเติม จนกลายเป็น 1000 (จริงๆมากกว่า 1000 อีก) หนำซ้ำยังใส่ Bioflavonoid เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึม Rutin / Hesperidin ก็เช่นกัน และยังมี Rosa canina / Acerola ซึ่งก็เป็นทำนอง สารสกัดผลไม้ ดอกไม้ที่มีวิตามินซีสูง คล้ายๆ น้ำลูกพรุนบ้านเรา

Additive เหล่านี้มักทำให้สินค้ามีราคาแพงโดยไม่จำเป็น ... และ การที่เป็นสินค้าจากเมืองนอก ทำนอกประเทศ หรือมีราคาแพง ย่อมเกิด Placebo Effect เสมอ
ดัดแปลงแก้ไขใหม่อีกที เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น

Active Virus Shield :: Good Free Antivirus

เคยได้ยินมานานแล้วว่า เป็น Free antivirus ที่ใช้ KAV Core base แถมใช้ data base เดียวกันอีก
แต่ที่ยังไม่ตัดสินใจใช้เพราะเหตุผล 2 ประการ

1.ตอนมันมาใหม่ๆ จำได้ลางๆว่า มันไม่มี autoscan (realtime scan) แต่คุณ specimen แห่งหว้ากาม เอ้ย หว้ากอได้ไขข้อข้องใจของผมใหม่ ตกลงว่ามันมี realtime scan ด้วยแน่นอน

2.มันจะหน่วงเครื่องแบบ KAV 4 ที่เคยใช้มั้ยนะ แต่หลังจากที่ NOD32 ปรับราคาขึ้นจนน่าเกลียดแล้ว หน่วงก็หน่วงไปเหอะ อิอิ

ถ้าหมดปีนี้ ปีหน้าคงได้ลองเจ้าตัวเก่งตัวนี้แหละครับ

Glutathione อยากรู้จักก็เข้ามาอ่านดู

จริงๆผมทำ Project เกี่ยวกับสารตัวนี้ครับ เบื่อชื่อมันมากเลย (TT)

ข้อความหมดนี้เคยโพสต์ลง ห้องลุมพินีที่พันทิพย์แล้ว ก็มาลงที่นี่อีกที

เห็นหลายคนแล้วพูดถึง ผิดบ้าง ถูกบ้าง ผมก็เลยอยากเอาความรู้ที่มีในสมองอันน้อยนิดของผม ออกมาเล่าสู่กันฟัง

Glutathione (GSH) เป็น กรด "อะมิโน" 3 ตัวเรียงต่อกัน ประกอบไปด้วย glutamine cysteine glycine (อันมีตัวย่อ Glu, Cys, Gly respectively)

หน้าที่ของ GSH จริงๆคือ เป็นตัว จับสารพิษเพื่อลดความเป็นพิษ คล้ายกับที่เรามีโซ่ตรวน พร้อมลูกตุ้มสำหรับถ่วงขาคนร้ายในคุก (ในการ์ตูน)

ส่วนคนที่ทำหน้าที่ จับคนร้าย (สารพิษ) ไปมัดกับโซ่ตรวน (GSH) ก็คือเอนไซม์ในร่างกาย

มีโซ่เยอะ คนจับน้อย ก็ไม่ค่อยดี
มีโซ่น้อย คนจับเยอะ ก็ไม่ค่อยดี
มีโซ่เยอะ คนจับเยอะ นั่นแหละดี

ตัวคนจับ จะเยอะหรือป่าวขึ้นกับ พันธุกรรม เป็นหลัก กระตุ้นได้ แต่ไม่นานก็ลดลง

แล้วถ้าเราจะเพิ่ม GSH แทน เราจะทำ อย่างไรดี

ตามความเป็นจริง ถ้าร่างกายเราไม่มีพยาธิสภาพมันก็สร้างได้ในปริมาณที่เพียงพอกับการใช้อยู่แล้ว ถ้ามีวัตถุดิบเพียงพอ

แล้วอะไรคือ วัตถุดิบของ GSH หละ

อย่างที่บอกไว้ข้างต้น GSH ประกอบขึ้นจาก Glu Cys Gly 3 ตัว ตัวแรก กับตัวสุดท้ายนี่ สร้างได้ง่ายดายมาก แถมเยอะในอาหารแทบ ทุกชนิดที่เป็นโปรตีน

แต่ Cysteine (Cys) ตัวกลางนี่แหละ ปัญหา

Cysteine เป็นกรดอะมิโน สำคัญมากในการสร้าง เอนไซม์ และโปรตีนแทบทุกชนิด

การสร้าง cys ต้องมีธาตุโลหะด้วย มันต้องการ "กำมะถัน" หรือ Sulfur เป็นส่วนประกอบ

การทานอาหารที่มี Sulfur สูงๆ ย่อมมีผลต่อปริมาณ Cys ที่จะเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่จ้องจะกินกำมะถัน ทั้งวัน แบบนั้นก็คงหารอดไม่

อาหารที่มีกำมะถันสูง เท่าที่ทราบคือ ทุเรียนหาง่าย ทานง่ายหรือป่าว ไม่ทราบครับ แต่ทานมากระัวังร้อนใน

บางคนลักไก่หน่อย ทาน Cysteine เ้ข้าไปเลยเพราะเป็นกรด อะมิโน ดูดซึมได้แน่นอนแต่ "แพง" ...

อีกตัวที่นิยมกัน (เห็นในนี้ โปรโมตกันสุดฤทธิ์) คือ NAC N-Acetyl-L-Cysteine มันก็คือ Cys ที่มีหน้าตาแปลกไปนิดนึง แต่ร่างกายใช้งานได้ ดูดซึมได้ ส่วนราคาก็อย่างว่า ของสกัดไม่เคยมี ของถูก แบบสมกับคุณภาพเสียที

นพ. Ray D Stand เขียนในหนังสือ "What Your Doctor Doesn't Know About Nutritional Medicine May Be Killing You"

ว่า GSH เพิ่มขึ้นได้จากการทานสิ่งเหล่า นี้เสริม
1. ซีลีเนียม [Selenium]

2. วิตามิน B6 และเครือญาติของมัน (pyridoxine and derivative)

3. NAC และเครือญาติ (Cysteine derivative)

4. B3 (Niacin)

แล้ว ถ้าถามกลับกันว่า "ทำไม ไม่ลักไก่กินมันตั้งแต่ GSH เลย"

ก็อย่างที่บอกไปแต่แรก GSH เป็น Peptide เพราะงั้นไม่ถูกดูดซึมผ่านในลำไส้เล็กแหงมๆ

โปรตีน 99 % ต้องย่อยสลายเป็น กรดอะมิโน เสียก่อนจะถูกดูดซึม GSH ก็เช่นกัน ย่อยไปแล้ว จะทำงานได้ไง


สุดท้ายแล้ว อยากฝากไว้

จะทำอะไร จะกินอะไรก็อย่าทำตามกระแส ใช้สติซักนิดนะครับ อย่าใช้แต่สตางค์