Sunday, April 13, 2008

DRIs

DRIs เป็นค่าที่ออกโดย IOM หรือ Institute of Medicine ของ the US National Academy of Sciences เพื่อใช้บอกว่า เราควรจะได้รับสารอาหารในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะมีสุขภาพที่ดี โดยค่า DRIs นั้นจะถูกแบ่งออกตามช่วงอายุ เพศ และภาวะอื่นๆเช่น ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เพราะว่า ความต้องการสารอาหาร และพลังงานของคนแต่ละวัยย่อมไม่เท่ากัน และเพศหญิงก็ไม่เท่ากับเพศชาย คนท้องย่อมใช้สารอาหารที่มากกว่า หญิงปรกติ เพราะจะต้องเลี้ยงดูลูกน้อยใจครรภ์ด้วย เป้นต้น

ค่า DRIs นั้นจะแบ่งแยกย่อยออกเป็น 4 ค่านั่นคือ
  • RDA (Recommended Dietary Allowance)
  • EAR (Estimated Average Requirement)
  • AI (Adequate Intake) และ
  • UL (Tolerable Upper Level)
ค่า RDA, EAR, AI ใช้บอกเราว่าเราควรจะกินเท่าไหร่ เพื่อให้เหมาะสมกับเพศ และวัยของเรา ส่วนค่า UL ใช้บอกว่าไม่ควรกินเกินเท่าไหร่ถึงจะไม่อันตราย

สำหรับคนที่ชอบและอยากเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (แนะนำให้ไปหาหนังสือ nutrition อ่านครับในบล๊อกผมเขียนไว้แต่มั่วๆครับ)

ก่อนจะอื่นลองดูภาพนี้ประกอบนะ (ถ้าเข้าใจ Normal distribution ก็น่าจะเข้าใจง่ายขึ้น)



ภาพนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
  • ส่วนสีส้มที่หมายถึงขาดสารอาหาร (deficiency)
  • ส่วนสีฟ้าที่หมายถึงได้รับสารอาหารพอดี (Adequate) และ
  • ส่วนสีแดงที่หมายถึงได้รับเยอะเกินไป เป็นโทษต่อร่างกาย (Toxicity)
ทีนี้มาดูทางกราฟซ้ายมือสุดก่อนเริ่มจาก 0 แกนตั้งแสดงปริมาณสารอาหารที่กินเข้าไป แกนนอนแสดงจำนวนคน เส้นกราฟสีม่วงแสดงปริมาณสารอาหารที่กินเข้าไป ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ปริมาณสารอาหารที่กินเข้าไปต่อวัน แล้วทำให้คนครึ่งหนึ่งในการทดลองเพียงพอต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ค่านี้เรียกว่า EAR ซึ่งจะเห็นว่าตรงกับค่า mean พอดี

ปริมาณสารอาหารที่กินเข้าไปต่อวัน แล้วทำให้คนเกือบๆทั้งหมดในการทดลอง (97.5%) เพียงพอต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เรียกว่าค่า RDA ซึ่งมีค่าเท่ากับ EAR + 2SD

ปริมาณสารอาหารที่ไม่สามารถกำหนดเป็นค่าที่แน่นอนได้ ก็จะใส่เป็นช่วงกว้างๆไว้ เราเรียกค่านี้ว่า AI ครับ เช่นเด็กทารกต้องการโปรตีนเท่าไหร่ คงไม่มีใครเสียสละเอาลูกตัวเองมาทดลองใช่ไหมครับ เค้าก็เลยเทียบจากโปรตีนในนมแม่แทนแล้วก็กำหนดมาเป็นค่า AI ครับ

และสุดท้ายปริมาณสารอาหารที่กินได้มากที่สุดต่อวันโดยจะไม่เกิดอันตรายคือค่า UL ครับ

ค่า RDA กับ AI จะนำมาใช้กับสารอาหารต่างๆทั้งหมดครับ ส่วนค่า EAR จะเป็นค่าที่ใช้กำหนดพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน เพราะถ้ากำหนดพลังงานที่ต้องการโดยใช้ RDA ก็จะทำให้เกิดภาวะได้รับพลังงานเกินในคนหลายๆกลุ่มได้ครับ แต่สำหรับการกำหนดอาหาร ซึ่งจะเป็นการให้คำแนะนำรายบุคคล เราจะใช้ HB-Equation มาใช้ในการประเมินพลังงานแทน ซึ่งจะได้ผลที่แม่นยำกว่าครับ

1 comment:

morning glory said...

แฮ่ๆๆ พอดีเดินไปเดินมามาเจอของแบ๊งค์ ว่ากำลังจะเอาไปสอนเด็กๆอยู่พอดี รู้ละจะสอนยังไงให้ง่ายๆ ^___^