Wednesday, December 02, 2009

เบอร์ร้านขายยา

เอาไว้เช็กของและราคาก่อนไปซื้อ

ยาหนึ่ง
  • อ่อนนุช : 02-332-3971
  • อนุสาวรีย์ สาขา 1 ใต้สะพานลอย : 02-644-5786
  • อนุสาวรีย์ สาขา 2 : 02-644-5670
  • มหาสินธุ์ : 02-747-6682
  • สีลม : 02-235-2800

Friday, November 27, 2009

ก้อง-พี จาก Youtube

ชอบมากมายสนุกมากครับ

ตอนที่ 1






ตอนที่ 2


ตอนที่ 3




ตอนที่ 4




ตอนที่ 5


ตอนที่ 6


ตอนที่ 7






ตอนที่ 8






ตอนที่ 9




ตอนที่ 10






ตอนที่ 11






ตอนที่ 12


ตอนที่ 13


ตอนที่ 14






ตอนที่ 15




ตอนที่ 16






ตอนที่ 17


ตอนที่ 18








ตอนที่ 19




ตอนที่ 20






ตอนที่ 21






ตอนที่ 22




ตอนที่ 23




ตอนที่ 24


Wednesday, November 18, 2009

IE8 อัพเกรดได้ไม่ติดวินโดวส์ลิขสิทธิ์ (WGA)

IE8 เป็นบราวเซอร์ใหม่ที่ MS พยายามผลักดันให้แสดงผลเป็นมาตรฐานกลางเหมือนกับบราวเซอร์อื่นๆ เช่น Firefox, Opera และ Chrome แต่หลายคนยังกลัวที่จะใช้เพราะกลัวจะติดปัญหา ไม่ได้ใช้ วินโดวส์ลิขสิทธิ์ ก็จะมีผลให้ติด ปลาดาว หรือ WGA นั่นเอง

แต่หลังจากที่ทดลองลง (ในเครื่องวินโดวส์เถื่อน) แล้วไม่พบการ validate แต่อย่างใด แม้จะมีการเรียก อัพเดตบาง Component ก็ตาม

ก่อนอื่นให้ไปโหลด IE8 Setup มาก่อน โดยสามารถโหลดได้ทั้งจาก Browser for the better หรือ เว็บของ MS โดยตรง (ซึ่ง ถ้าโหลดจาก Browser for the better จะได้ช่วยการกุศลด้วย โดย MS จะบริจาคเงินให้ต่อการโหลด 1 ครั้ง) ไม่ว่าจะโหลดจากเว็บไหน ก็จะ Redirect กลับไปที่หน้า IE8 Download page เหมือนกัน

ถ้าขึ้น localization เป็น ไทย - ไทย ให้เปลี่ยนไปใช้ English US แทน เพราะมันลงใน Windows XP ที่เราใช้ๆกันไม่ได้ ต้องใช้กับ Windows XP ที่มีปุ่ม "Start" เป็น "เริ่ม" เท่านั้น



หลังจากดาวน์โหลดมาแล้ว ก็เรียกตัว Setup ขึ้นมาเลย หน้าแรกคือ ถามเราว่าอยากจะช่วยเพิ่มความสามารถให้กับ IE8 หรือไม่ ตอบไปเลยว่า "ไม่"



หน้าสองก็ License Agreement หรือ ยอมรับข้อตกลงหรือไม่ กดยอมรับ



หน้า 3 จะถามเรื่องการอัพเดตของเครื่อง เลือก Install updates ไปได้เลย ไม่เกี่ยวกับการตรวจวินโดวส์ลิขสิทธิ์



ในบางกรณี (เช่นในเครื่องเรา จะีมีบาง component ไม่สมบูรณ์ การติดตั้งจะยกเลิก และให้ไปดาวน์โหลดอัพเดตบางตัวด้วยตัวเอง



หลังกดปุ่ม Download ก็จะเปิดเว็บ MS Download ขึ้นมา กด Download และ จัดการลงซะ อาจจะต้อง Restart ขึ้นอยู่กับตัว component ที่ขาดหายไป



หลังจากนั้นให้กลับมาเรียกตัว Setup IE8 ใหม่ ทำตามขั้นตอนเดิมๆ พอเสร็จแล้วก็จะมีหน้าตาเหมือนที่เห็นในรูป และต้อง Restart ก่อนอีก 1 ครั้งเพื่อใช้งาน



เสร็จแล้วก็จะใช้งาน IE8 ได้เลย ใช้งานเว็บได้ตามปรกติ

ปล. ขอขอบคุณผู้เสียสละ วินโดวส์เถื่อน พร้อมเครื่องมาให้ทดลองใช้งานด้วยครับ ^^!

Sunday, November 15, 2009

แดจังกึมตอนที่เสีย

แดจังกึม ตอนที่เสีย
  • Disk 1 : ไม่มีเสีย
  • Disk 2 : 8,10
  • Disk 3 : 18
  • Disk 4 : 23,24
  • Disk 5 : 30
  • Disk 6 : 32,33
  • Disk 7 : 38
ไว้จะต้องหาต้นฉบับมาเก็บใหม่

เรื่องฟอนต์

เก็บมาจาก พันทิป ไว้นานแล้ว เป็นโพสต์ของคุณผึ้งน้อย เกี่ยวกับ ฟอนต์
อย่ากดแป้น Crtl+A แล้วเปลี่ยนฟอนต์ เพราะเมื่อคุณกลับไปพิมพ์ภาษาอังกฤษโปรแกรมจะไม่ใช้ฟอนต์ที่คุณต้องการค่ะ

ส าเหตุที่แบบอักษรที่คุณใช้ไม่สามารถพิมพ์ภาษาที่คุณต้องการได้เพราะแบบอักษร ที่คุณใช้ไม่มีคุณสมบัติ Unicode ซึ่ง Unicode เป็นการเข้ารหัสให้พิมพ์ภาษาไทย และภาษาอังกฤษแยกรหัสกันแต่อยู่ในแบบอักษรเดียวกัน

แบบอักษรที่มีคุณ สมบัติเป็น Unicode ซึ่งใช้ได้กับ MS Office 2000 เป็นต้นมาได้แก่ Angsana New Browallia New Cordia New แบบอักษร DSN รุ่นใหม่ JS รุ่นใหม่ PSL ชุดใหม่

PSL ติดต่อที่ pslsmart@ksc.th.com

สำหรับแบบอักษร JS ที่ใช้กับ MS Office 2000 เป็นต้นมาได้ให้ติดต่อกับคุณทัชชี่ที่ pongsathorns@se-ed.net

สำหรับ DSN ไปที่ http://ftp.buu.ac.th/pub/utilities/font-tools/ แล้วเลือกdsn ค่ะ

ส่วนฟอนต์ตระกูล UPC ที่ปรับปรุงเป็น NEW (รุ่น Unicode) แล้วให้ไปที่ http://se-ed.net/thaifontss/new.zip

ฟอนต์ DSN Montana ตรงกับ JS Wansika ค่ะ ใช้ฟอนต์ตระกูล DSN ดีกว่า เพราะมีรูปลักษณ์คล้ายกับฟอนต์ตระกูล JS

ห ลีกเลี่ยงการใช้แบบอักษรที่ไม่มีหัวไม่มีหางพิมพ์ภาษาอังกฤษ เพราะเวลาพิมพ์ตัวไอใหญ่กับแอลพิมพ์เล็กจะเหมือนกันแยกไม่ออก เช่น Cordia New, CordiaUPC, Browallia New, BrowalliaUPC

แบบอักษร Angsana New มีรูปลักษณะตรงกับ AngsanaUPC
แบบอักษร Cordia New มีรูปลักษณะตรงกับ CordiaUPC
แบบอักษร Browallia New มีรูปลักษณะตรงกับ BrowalliaUPC

การแก้ไขเบื้องต้น กระทำดังนี้
1 คลิกเมนู Format --> Style and Formatting...
2 ไปที่ Task Pane เลื่อนหา Normal
3 คลิกขวาที่ Normal เลือก Modify เลือก Format เลือก Font
4 ปรับแบบอักษรทั้ง Latin Text และ Complex Script ให้เป็น Angsana New ขนาด 14 ทั้งคู่
5 คลิกปุ่ม OK แล้วคลิกให้เครื่องหมายถูกปรากฏหน้า Add To template
6 คลิกปุ่ม OK

กดแป้น Ctrl+A แล้วกดแป้น Ctrl+Shit+N

ต่อจากนั้นใช้คำสั่ง Format --> Style and Formatting จัดรูปแบบข้อความเท่านั้น

ใ นการจัดทำเอกสารครั้งต่อไปคุณควรใช้คำสั่ง Format (รูปแบบ) --> Style And Formatting (ลักษณะ และการจัดรูปแบบ) เพื่อลดขั้นตอนในการจัดรูปแบบหลายขั้นตอนให้เหลือเพียงคลิกเดียว นำไปสู่การสร้างสารบัญค่ะ หากแก้ไขรูปแบบที่เคยทำไว้ก็สั่งแก้ไขที่จุดเดียวก็จะปรับให้ทั้งเอกสาร

สำหรับเรื่อง Format Style และเทคนิคการจัดทำรายงานด้วยไมโครซอฟต์เวิร์ดเข้าไปดูที่ http://office.microsoft.com/en-us/assistance/CH060830431054.aspx

สำหรับ Style มาตรฐานที่คุณควรเตรียมไว้เข้าไปดูที่ http://www.pantip.com/tech/software/topic/SA1775750/SA1775750.html

อ ย่าลืมเข้าเมนู Tools --> Options --> Edit Tab เอาเครื่องหมายถูกหน้า Auto Keyboard Switching ด้วย เพื่อป้องกันการกลับภาษาของแป้นพิมพ์แบบอัตโนมัติเมื่อวางเคอร์เซอร์ไว้ลงใน ข้อความภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ

จากคุณ : ผึ้งน้อย19711128 - [ 3 มิ.ย. 48 11:24:28 ]

หนังสือที่ว่าจะหามาอ่าน

เป็นรายการหนังสือที่คิดว่าจะหามาอ่านให้ได้ แน่นอนว่า Y ล้วนๆ
  • ซากดอกไม้
  • เส้นทางที่ปิดตาย
  • ใบไม้ที่ปลิดปลิว
  • love letter from korea ฤดูร้อนอันอบอุ่น
  • Letter from Beijing ของเบน
  • ถนนสายปราถนา สำนักพิมพ์เล็ก-เล็ก
  • CallBoy โดย ชลัชวารีทวีทรัพย์
  • ผมไม่ใช่ผู้ชายคับ โดยปลิว
  • QUEERโดยศักดิ์สิทธิ์ ภักดีสยาม (มีแล้ว)
  • เกสรตัวผู้ โดยมธุรินอาร์มสมิทธิ์
  • ประตูที่ปิดตาย โดย กฤษณาอโศกสิน
  • ดาวเที่ยงวัน ตะวันเที่ยงคืน โดย ตรีนุชา
  • TokyoBoy'sLove ของ เบน

Sunday, November 08, 2009

ทำไมหมอ ....

เรื่องวันนี้มันมีหลายเรื่องใครอยากอ่านก็ค่อยๆอ่านละกัน เพราะอันที่จริงแต่ละเรื่องมันเกิดต่างเวลากัน แต่จับมายำรวมกัน

ทำไมหมอไม่รู้ ...

เรื่องนี้เกิดเมื่อซัก 1 เดือนที่ผ่านมาหลังจากที่ผมได้นั่งคุยกับหญิงสูงวัยผู้หญิงซึ่งมีทรรศนคติที่ไม่ดีกับการแพทย์สมัยใหม่ โดยเฉพาะกับ "หมอ" แม้ผมจะไม่ใช่หมอ แต่ที่ฟังจากที่เค้าพูดก็บอกได้เลยว่าความเข้าใจของเค้านั้นผิด และทำให้มันไปกันใหญ่
  • ทำไมต้องตรวจหลายอย่าง ตรวจไปตรวจมาก็มาบอกว่า ไม่รู้...
    ผมเข้าใจนะว่าค่าตรวจแต่ละอย่างมันแพง แต่ไม่มีหมอคนไหนหรอกครับอยากจะวินิจฉัยผิดพลาด รักษาผิดพลาดรักษาไปนานเท่าไหร่คนไข้ก็ไม่หาย และเลวร้ายสุดคือ คนไข้อาจจะได้รับผลร้ายจากการรักษาที่ผิดได้ ดังนั้นเพื่อลดโอกาสในการรักษาที่ผิดพลาด ขึงต้องตรวจอย่างละเอียด และตัดสินจากวิธีที่เชื่อถือได้มากที่สุด ดังนั้นจะไปเทียบกับการรักษาของ หมอแผนไทย หรือ หมอสมุนไพร แบบนั้นไม่ได้ครับ หมอแผนโบราณหลายคนเจอหน้าคนไข้ ฟังอาการก็บอกเลย คุณเป็นนั่น คุณเป็นนี่ สีหน้าหมองคล้ำแบบนี้โรคไต ตัวเป็นผื่นแบบนี้น้ำเหลืองไม่ดี ซึ่งคำเหล่านี้บางทีไม่ได้มีในการแพทย์แผนปัจจุบัน ดังนั้นถ้าคุณเจอหมอแผนโบราณเห็นหน้ากันทักเลยว่าคุณเป็นอะไรๆ ก็ขอให้พึงระวังไว้ ว่าอาจจะไม่ได้เป็นโรคนั้นจริงดังว่า
  • ยาแผนปัจจุบันไม่ดี กินไม่หายยาแผนโบราณกินแล้วดี ไม่มีพิษภัยแถมกินแล้วหายด้วย หายเร็วอีกต่างหาก .... แล้วคุณรู้ไหมครับว่า เขาใส่อะไรในยาลูกกลอนให้คุณทาน ... ถามผม ผมก็ไม่ทราบครับ ต้องถามคนทำ แล้วตัวยาที่ใ่ส่ลงไปจะได้มาตรฐานหรือป่าวเราก็ไม่ทราบได้ครับ ถ้ายาที่ทานแล้วหายในวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มยาแก้ปวด บางทีผมมักจะคิดเผื่อไปถึงการเติม สเตียรอยด์ ลงไปในยาด้วย ซึ่งแน่นอนเลยครับว่า เห็นผลเร็ว แต่ผลระยะยาวของการใช้ หมอแผนโบราณที่จ่ายยาให้คุณเขาจะรู้ไหมครับว่า สเตียรอยด์มีโทษอย่างไรบ้าง ... ว่ากันไปอีก 3 หน้าก็ไม่จบครับ แต่ถ้าคุณเลือกจะกิน เลือกจะเชื่อก็ไม่ได้ว่าอย่างไรครับ
  • อีกอย่างนึงคือ การที่หมอยอมรับกับคนไข้โดยตรงว่า "ไม่รู้" ว่าคิุณป่วยเป็นอะไร ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ดีกว่าทำอมภูมิว่าตัวเองรู้ แล้วรักษาคุณไปแบบผิดๆครับ

คนไข้ไม่กินยาตามหมอสั่ง

ว่ากันตามจริง รวมไปถึงไม่พยายามปฏิบัติตัวตามที่หมอแนะนำด้วย เรื่องของเรื่องคือ ผมได้ไปเจอกับคนไข้ความดันสูงคนนึงโดยบังเอิน และรู้มาว่าคนไข้รายนี้ปฏิเสธการทานยาลดความดัน คือไปรับยามาแต่ไม่ทาน ด้วยความที่เชื่อในคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่รู้จักว่า "กินยาความดันแล้วต้องกินตลอดชีวิต" เพราะงั้นไม่ต้องกินมันซะเลย เวลาไปตรวจสุขภาพก็บอกกับหมอว่า "ตัวเองไม่ถูกกับเครื่องมือวัดความดัน วัดแล้วความดันสูงตลอดไม่รู้ทำไม" ...

นั่นสิครับ ไม่รู้ทำไม ก็ไม่กินยาไงครับทำไมถึงไม่รู้ ไม่ต้องกินมันเลยตลอดชีวิต ... ก็เหมือนจะดีนะครับ แต่ดูท่าว่าชีวิตจะสั้นแน่ๆ คำพูดดูกวนตีนเนอะ ...แ่ต่ผมก็อธิบายให้ฟังทีละอย่างอยากให้เ้ข้าใจอันตรายของการที่ไม่สามารถควบคุมความดันได้ เพราะที่หมอต้องจ่ายยาลดความดันให้ เพราะความดันคนไข้สูงแล้ว (160+/90+) และถึงแม้ผมจะไม่ได้อ่านในชาร์ต แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่า น่าจะแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย ซึ่งก็มีง่ายๆก่อน 2 ข้อคือ ลดอาหารเค็ม(ลดโซเดียม) และ ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจ แต่ก็ไม่อยากดึงดันไว้ครับ ตัวของเค้าเลือกตัวของเค้าเอง เคสนี้ก็จบเ่ท่านี้ดีกว่า

จะว่าไปการกินยาตลอดชีวิตมันดูเป็นเรื่องใหญ่มากครับ แต่ในชีวิตจริงคนที่กินยาตลอดชีวิตมีเยอะมาก คนไข้เบาหวาน คนไข้ความดัน คนไข้โรคหัวใจ คนไข้โรคระบบประสาท คนไข้ HIV ฯลฯ ในความคิดผมนะ ถ้าคุณสามารถจะทาครีมเพื่อให้หน้าสวยได้ในตอนเช้าเย็นทุกวัน ทำไมคุณจะกินยาเพื่อให้สุขภาพของคุณดีขึ้นเช้าเย็นบ้างไม่ได้ ... มันไม่ได้ต่างกันเลย

พอแค่นี้ก่อนละครับ

Friday, November 06, 2009

โดรายากินใส้ถั่วแดง ของยามาซากิให้พลังงานเท่าไหร่

เคยให้ซิ้มคำนวณจาก Inmucal ไว้นานแล้ว เห็นบอกว่า 200 ขึ้นไป ก็ถือว่าเยอะอยู่ แต่วันนี้สงสัยตัวเลขมากๆ ก็เลยลองคำนวณดูเอาเองจากข้อมูลที่มี

%
Protein Carb Fat Energy Choles Fiber
18 แป้งสาลี, โปรตีน 11.5 % 2 13 0 64 0 0
41 ถั่วแดง, เมล็ด, แห้ง 9 25 1 147 0 11
16 ไข่ไก่, ทั้งฟอง 2 0 2 24 67 0
2 น้ำผึ้ง 0 1 0 6 0 0
18 น้ำตาล 0 18 0 72 0 0
95 รวม (%) 13 58 3 312 67 11
71 น้ำหนัก 10 44 2 234 50 9

ข้อมูลก็คิดตามส่วนประกอบโดยประมาณคร่าวๆ (มากๆ) น้ำหนักจริงของส่วนประกอบรวมกันได้ประมาณ 95 % เมื่อคิดเทียบกลับลงมาเป็นน้ำหนักที่ 71 กรัมก็ได้ผลสรุปดังแถวล่างสุด

มีพลังงานประมาณ 234 กิโลแคลลอรี่ ซึ่งจัดว่าค่อนข้างสูง (ปรกติขนม 1 มื้อ หรือ 1 ชิ้นควรให้พลังงาน 150-180 กิโลแคล ถึงจะดี กินแล้วจะไม่กังวลว่าจะอ้วนเท่าไหร่ แต่นี่เท่าบะหมี่ซอง 1 ซองเลย เหอะๆ แต่ก็ดีที่ไขมันต่ำและได้ไฟเบอร์จากถั่วแดง (จะว่าไป ก็เยอะนะ 9 กรัม เกือบ 40% ความต้องการไฟเบอร์ในแต่ละวันเลย) ซึ่งถั่วแดงก็ให้สารอาหารมีประัโยชน์มากมาย ซึ่งนี้จัดว่าดีกว่าบะหมี่ซองอย่างเห็นได้ชัด

ปล. ข้อมูลข้างบนไม่ใช้ผล analysis จากแล๊บ เป็นผลการคำนวณจากการใช้ข้อมูลอาหารเท่านั้ัน จึงมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก ถ้าทาง บริษัทไทยยามาซากิ จะกรุณา โปรดนำผลิตภัณท์ไปส่งวิเคราะห์เพือติดฉลากโภชนาการด้วย จะขอบคุณยิ่ง

Wednesday, October 28, 2009

ทำเจลล้างมือ สูตรหนังสือหมอชาวบ้าน

ได้มาจากงานหนังสือฯเขียนไว้อย่างนี้

  1. น้ำ 280 มล
  2. สารก่อเจล (Carbopol 940) 6 มล
  3. แอลกอฮอล์ 75% 240 มล
  4. สารดูดความชื้น Triethanolamine 0.2 มล
  5. กรีเซอรีน 0.2 มล
  6. น้ำหอม 0.2 มล
วิธีทำ
  1. เทน้ำลงในภาชนะ
  2. ร่อนผงก่อเจลในน้ำ ตีให้เ้ข้ากัน
  3. เติมแอลกอฮอล์
  4. ใส่สารดูดความชื้น
  5. ใส่กรีเซอรีน
  6. ใส่น้ำหอม คนให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้ซักพักก็นำไปเก็บ

ร้านเีจียงฮาย ๒ : Noodle Gallery

ร้านอยู่ใน ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต อาหารมีหลายรายการดี คนชอบอาหารเหนือน่าจะชอบด้วยเหมือนกัน



ป้ายหน้าร้าน



บรรยากาศหน้าร้าน



แก้วน้ำที่ใช้ในร้านเข้ากันมากมาย



และสุดท้ายที่หลุดบนโต๊ะใช้ใส่เครื่องปรุง ไอเดียที่ดีมากๆ

ราคาอาหารก็ไม่แพงสมกับร้านดี เรท 50 ก็อิ่มได้ทำนองนั้น

แถวเรียงหนึ่งหน้าตรง...โกโก้ ปอมปอม มีมี่ ปุยปุย มูมู่

เทคนิคคือ จับไปว่างไว้รวมๆกัน ตั้งกล้องเล็งไว้ ดีดนิ้วดังๆ ก็จะหันมามองแล้วค่อยถ่าย อิอิ

แรงได้อีกกับ ... ถุงยา.. !!

ขอสงวนชื่อหน่วยงานไว้นิดนึง แต่แบบว่าแรงได้ใจเกย์มากมา่ย

Sunday, October 25, 2009

ไฟร์ฟอกซ์ สนับสนุนดีวีดีอีเกิล

ไปซื้อแผ่นมาจากที่...ไม่ใช่ของแท้หรอก แต่ที่ฮาคือ เอาโลโก้ FF มาใช้ด้วย ผิดลิขสิทธิ์ทุกอย่างจริงๆ



Wednesday, October 21, 2009

สุโค่ยยยยยมากกก

ได้มาจากพันทิป คุณ=Por= เป็นคนโพสต์ไว้ ชอบตั้งแต่ ดูครบ 1 นาทีแล้ว สุดยอดจริงๆ

เห็นบอกว่ามีลิงค์เกมส์แบบนี้ด้วย โหลดได้จากที่นี่



แถมอีกอัน อันนี้ก็ สุโค่ยมากๆ


Sunday, October 18, 2009

ช๊อกครับ

มีเรื่อง ช๊อก ด่วนแบบกระทันหัน รู้ปั้บ อยากโพสต์ปุ๊บ

ช๊อกเรื่อง "น้องคนนั้น" ครับ

ปล.Topic นี้สำหรับตัวเองครับ ไม่ใช่คนอื่น มันเลยไม่มีอะไรมาก

แค่อยากบอกว่า ช๊อก

Tuesday, October 06, 2009

น้ำ RO vs น้ำกลั่น

ไปตอบไว้ในหว้ากอ ... ขอเก็บมาไว้ที่นี่ด้วยละกัน

จากกระทู้บ น้ำกลั่น กั น้ำ RO อันไหนสะอาดกว่ากันครับ โดยคุณ บุรุษแห่งดาวดวงที่3

ที่ผมตอบไว้คือ

ความคิดเห็นที่ 7

ถ้าว่าตามจริง เมมเบรนของ RO จะให้เฉพาะโมเลกุล ของน้ำผ่าน ซึ่งค่อนข้างเล็กกว่าพวกโลหะหนักเสียอีก พวกไวรัสซึ่งเป็นโปรตีน แบคทีเรีย เชื้อโรคทั้งหลายจะถูกกำจัดออกไปหมด เพราะผ่านเมมเบรนไม่ได้

สิ่งที่จะรอดผ่านเมมเบรนมาได้คือ ต้องเล็กกว่าโมเลกุลของน้ำเท่านั้นนั่นคือตามทฤษฏีครับเพราะบางที เมมเบรนขาด ก็เรียบร้อยเหมือนกัน

ส่วนเรื่องการกลั่น สิ่งที่จะเจือปนกลับมาได้ในการกลั่นคือ สารที่มีจุดเดือดต่ำกว่าน้ำ หรือละลายปนกับน้ำในสภาวะไอ ได้ดีด้วย

ถ้าสารที่เจืือปนในน้ำก่อนกลั่นมีจุดเดือดต่ำกว่าน้ำ ก็มีโอกาสปนกันได้สูง แต่ถ้าสูงกว่าน้ำมากๆ ก็แยกจากกันได้่ง่ายครับ

ถ้าว่ากันตามจริงก็เรียกว่า แทบจะสะอาดพอๆกัน ความบริสุทธิ์พอๆกัน แต่ก็ขึ้นกับประสิทธิภาพของเครื่องมือว่าทำได้ใกล้เคียงทฤษฎีแค่ไหน

ใน ห้องทดลองสมัยก่อน นิยมใช้น้ำกลั่นกันมาก แต่ในระยะหลังๆ หรือห้องแล๊บใหม่ๆ ก็มีการใช้ RO ด้วย แต่ก็ยังติดปากเรียกน้ำกลั่นอยู่เหมือนเดิม เพราะการผลิต RO มันทำได้ง่ายกว่า เร็วกว่า และถูกกว่าน้ำกลั่น

แม้แต่ในแล๊บที่ให้ความสำคัญกับปริมาณโลหะหนักในน้ำ เช่นแล๊บ mass spectrometers ก็สามารถใช้น้ำ RO ได้ แต่จะใช้ที่ผ่านเมมเบรนขนาด 0.22 um ครับ ซึ่งละเอียดมาก ทาง molecular biology ก็ใช้น้ำ RO ในการทำแ๊ล๊บเช่นกันครับ

ส่วนคำว่า DI หรือ De-Ionized หมายถึงการที่ลบประจุ (ion) ที่อยู่ในน้ำ เพราะว่าทั้ง H+ และ OH- ซึ่งอยู่ในน้ำนั้นสามารถผ่านเมมเบรนของ RO ได้แน่นอน (ขนาดเล็กกว่าน้ำหนิ) แต่การทำ DI จะปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไป เพื่อให้มัน equilibrium กัน (ใครรู้คำไทยรบกวนบอกด้วยนะ) ดังนั้น conductivity ของน้ำที่ทำ DI จึงต่ำลงไปด้วย

ดังนั้นในทาง ทฤษฎีแล้ว น้ำ DI จะไม่มี ประจุ ซึ่งรวมไปถึงพวก เกลือ ต่างๆ ด้วย แต่ว่าไม่ได้รวมไปถึง Organic compound ต่างๆที่เจอปนในน้ำ เพราะพวกนั้นไม่มีประจุ

แต่ในทางปฏิบัติเราไม่เอา Tap water มาทำ DI ให้เสียเวลาหรอกครับ ก็เอาน้ำ RO นั่นแหละมาทำ DI จะได้ สะอาดและไม่มีประจุ

น้ำกลั่นในห้องทดลองทาง Biochem / Chem จริงๆแบ่งออกเป็นหลายๆเกรดๆ ตามคุณภาพของสารเจือปน ซึ่งก็ขึ้นกับ รูบนแผ่น เมมเบรนของ RO นั่นแหละ

ถ้าใช้แค่ผสมสาร ผสมวุ้น agar เลี้ยงเชื้อ ใช้ RO ธรรมดา ก็เหมาะสมดีแล้ว เพราะน้ำ RO มัน sterilized เพราะกรรมวิธีอยู่แล้ว ถ้าภาชนะเก็บสะอาดดี ก็ไม่มีปัญหาอะไร

แต่ ถ้าใช้งานพวก analytic แพงๆ ก็มีตัวเลือกชั้นดีที่เรียกกันติดปากว่า Milli-Q ให้ ซึ่งก็คือ Deionized RO ที่ผ่าน 0.22 um เมมเบรนเหมือนที่บอกข้างบนนั่นแหละครับ

น้ำที่ใช้ในงานทาง Molecular โดยเฉพาะในแล๊บ RNA จำเป็นต้อง treat ด้วยวิธีพิเศษ เพื่อให้DNase/RNase ถูกกำัจัดไปหมด ซึ่งสำคัญมากๆกว่า มันจะมีประจุหรือป่าว ในหลายๆแล๊บจึงใช้ RO ธรรมดาในการทำ DNase Free ครับ แต่ในทางปฏิบัติ เราก็ใช้ DI-RO นั่นแหละ เค้าเตรียมมาให้แล้ว

ในทางการแพทย์ ถ้าใช้สำหรับผสมอาหารทางสายทั่วไป ที่ให้ทางปากใช้ RO ธรรมดาก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดีกว่านั้นเพราะ RO ก็ปลอดเชื้อ (ถ้าภาชนะที่เก็บปลอดเชื้อ)

ส่วนน้ำที่ใช้ผสมสารอาหารผ่านหลอดเลือดดำ ผมเข้าใจว่า (ถ้าผิดขออภัยด้วย)ที่ เรียกกันว่า "น้ำกลั่น" ก็เป็น RO ที่ผ่านการทำ sterilized อีกที เพราะไม่มีความจำเป็นต้องทำเป็น DI แต่ควรจะเป็น pyrogen free ซึ่งการทำ RO ก็เพียงพอ

ส่วนอันนี้เป็นของคุณ vandyman (Login เก่าแก่มาก มีรูป ด้วย)

ความคิดเห็นที่ 17
การกลั่น หรือ อาร์โอ ต่างก็เป็นกระบวนการที่ใช้กำจัดมลทินในน้ำ ประเภทของมลทินที่กำจัดก็แตกต่างกัน


การ กลั่นนั้นใช้ความร้อนต้มน้ำ เพื่อให้น้ำระเหย และควบแน่นเป็นหยดน้ำ ดังนั้น ก็แน่นอนว่าสามารถกำจัดบรรดาของแข็งที่ไม่ระเหยจากการต้มได้ดี รวมทั้งการต้มที่อุณหภูมิร้อยองศานั้นสามารถกำจัดเชื้อโรคได้แน่นอน แต่อย่าลืมว่าการกลั่นนั้นต้องต้มน้ำให้มีอุณหภูมิร้อยองศา น้ำจึงจะเดือดระเหยกลายเป็นไอ ดังนั้นถ้าน้ำที่ต้มมีการปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหยที่มีจุดเดือดต่ำกว่าร้อย องศา มันก็จะเดือดก่อนไอน้ำ และก็ไปโดนไอน้ำควบแน่นพาเอาสารอินทรีย์ระเหยเหล่านี้ปนเปื้อนไปในน้ำที่ กลั่นแล้วด้วย

ส่วนกระบวนการอาร์โอก็ใช่ว่าพิศดารแต่อย่างใด ที่จริงก็คือการกรองประเภทหนึ่ง (ระบบประปาธรรมดาก็มีการกรองทรายอยู่แล้ว) เพียงแต่อาร์โอนั้ันใช้เมมเบรนเป็นตัวกลางในการกรอง (ทำจากพลาสติกสังเคราะห์) การกระกรองได้ดีหรือไม่ดี ก็ขึ้นกับชนิด ประเภท และขนาดของรูพรุนของเมมเบรนที่ใช้เป็นตัวกลาง ถ้าต้องการกรองอย่างสะอาด ก็ต้องใช้เมมเบรนที่มีรูพรุนเล็กมากๆ เป็นล้านๆ รู ซึ่งในเมื่อรูเล็กขนาดนี้ โมเลกุลของน้ำไม่สามารถไหลผ่านได้หากไม่ใช้แรงดันช่วยดันน้ำให้แทรกตัวทะลุ ผ่าน ดังนั้น หากต้องการกรองให้สะอาด ก็ต้องใข้เมมเบรนที่รูพรุนเล็กมากๆ ก็แน่นอนว่ารูพรุนเล็กมากๆ ก็ต้องใช้แรงดันสูงในการอัดน้ำผ่านเมมเบรน ทำให้เปลืองไฟในการปั๊มน้ำ นอกจากนี้ บรรดารูพรุนเล็กๆ เหล่านี้จะอุดตันจากบรรดาโมเลกุลของมลทินที่ตกค้างจากการกรอง ดังนั้น ต้องมีการใช้น้ำส่วนหนึ่งล้างทำความสะอาดเมมเบรนชะเอามลทินพวกนี้ออกไปด้วย หากต้องการกรองน้ำที่มีมลทินมาก หรือต้องการน้ำสะอาดมากๆ พวกน้ำที่ใช้ทำความสะอาดเมมเบรนและต้องระบายทิ้งนี้อาจมีมากถึง 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของน้ำขาเข้าในการกรอง (ได้น้ำกรอง 20-30%) แต่โดยทั่วไปแล้ว สัดส่วนนี้จะอยู่ครึ่งต่อครึ่ง

ขนาดของรูพรุนเมมเบรน เรานับกันเป็นดาลตัน (หลักสิบถึงหลักพัน) ก็แน่นอนว่าโมเลกุลของมลทินที่สามารถกรองได้นั้นต้องมีขนาดใหญ่กว่าโมเลกุล ของน้ำ โมเลกุลที่เมมเบรนคุณภาพดีสามารถกรองได้นั้นอยู่ในหลักสิบดาลตัน เช่นโมเลกุลเดี่ยวเล็กๆ อย่างโซเดียมคลอไรด์ (เกลือ) ดังนั้ันอาร์โอใช้กรองน้ำเค็มให้กลายเป็นน้ำจืดได้



เวลาพูด ถึงข้อดีข้อเสียของกระบวนการแต่ละอย่าง ในทางวิศวกรรมแล้วจำเป็นที่จะต้องพูดถึงต้นทุนของกระบวนการเหล่านั้นด้วย เพราะจุดมุ่งหมายของงานวิศวกรรมคือการทำสิ่งต่างๆ ให้ใช้ประโยชน์ได้ "ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน" โดยมี "ต้นทุนที่เหมาะสม"

ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบระหว่างการกลั่นกับอาร์โอ

การ กลั่นน้ำ กำจัดมลทินได้หลากหลาย ยกเว้นสารอินทรีย์ระเหย ในขณะที่ระบบอาร์โอ ก็กำจัดมลทินได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับชนิดของเมมเบรน รวมทั้งสารอินทรีย์ระเหยที่มีโมเลกุลใหญ่กว่าน้ำ

การกลั่นน้ำ มีต้นทุนราคาถูกกว่าอาร์โอหากต้องการกลั่นน้ำเพียงปริมาณไม่มากนัก (ใช้ในครัวเรือน ใช้ในห้องปฏิบัติการเล็กๆ) แต่หากต้องการทำน้ำสะอาดเป็นปริมาณมากๆ การใช้อาร์โอจะประหยัดกว่า เช่นในโรงงานอุตสาหกรรม ในกระบวนผลิตยา ในการทำน้ำสำหรับหม้อต้มไอน้ำ การทำน้ำดื่มสำหรับเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่

การกลั่นน้ำ ไม่ต้องดูแลรักษาวุ่นวายมากเท่าอาร์โอ

ระบบ อาร์โอเปลืองน้ำมากกว่า เพราะสัดส่วนระหว่างน้ำที่ได้ต่อน้ำที่ระบายทิ้งนั้นอยู่ประมาณ 50:50 โดยเฉลี่ย ในขณะที่การกลั่นนั้ันแทบไม่มีน้ำระบายทิ้ง เพราะสิงที่ตกค้างจากการกลั่นนั้นเป็นเพียงมลทินเล็กน้อย (ในระบบประปาทั่วไป น้ำระบายทิ้งจะอยู่ที่ประมาณ 5-10%)



ถึง แม้ว่าทั้งการกลั่นและระบบอาร์โอ เป็นกระบวนการกำจัดมลทินในน้ำที่เรียกได้ว่ากำจัดได้แทบจะหมดจด แต่การใช้การกลั่นหรืออาร์โอมาใช้ทำสะอาดน้ำที่สกปรกมากๆ โดยตรง (เช่นน้ำเสีย น้ำโสโครก) ก็เปรียบเหมือนการขี่ช้างจับตั๊กแตน ในทางปฏิบัติ ก่อนที่จะนำน้ำไปผ่านการกลั่นหรืออาร์โอ ก็ต้องใช้กระบวนการทำสะอาดน้ำในเบื้องต้นที่ประหยัดกว่าสองกระบวนการนี้เสีย ก่อน เช่น การตกตะกอน (coagulation-flocculation) การกรองทราย (filtration) การกรองถ่าน (carbon adsorption) กรองแลกเปลี่ยนประจุ (ion exchange) ฯลฯ

น้ำสำหรับใช้ดื่มนั้น โดยปรกติแล้ว ใช้การตกตะกอน การกรองทราย ต่อด้วยการฆ่าเชื้อโรค ก็เพียงพอแล้ว ปริมาณมลทินที่เข้าสู่ร่างกายจากน้ำดื่มที่ทำสะอาดด้วยกระบวนการธรรมดานี้ มีน้อยกว่าสารเคมีที่เราเอาเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการอื่นเยอะมาก (เช่นเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยว อาหารสุกๆ ดิบๆ)


ปล. DI คือกระบวนการ De-Ionized หรือ De-Ionization หรือการแลกเปลี่ยนประจุด้วยเรซิน กำจัดได้เฉพาะมลทินเป็นสารที่แตกตัวเป็นประจุ แต่ไม่สามารถกำจัดสารอินทรีย์ที่ไม่แตกตัวได้

Thursday, September 24, 2009

โปรแกรม รีจีดีท ??

เมื่อวานน้องชายมาถามว่า โปรแกรม รีจีดิท ใช้ยังไง ?
ตอนกำลังนั่งเรียงความคิดในสมอง

รี = re
จี = ge
ดิท = dit

เอามารวมกัน รีจีดิท คือ regedit โห ... อ่านได้เนอะ !!!

โปรแกรมนี้ ตัวเต็มมันชื่อ Registry Editor ใช้สำหรับแก้ไข Registry ของวินโดวส์
พอตัดย่อเพื่อให้เป็น 8.3 เลยเหลือ Reg-Edit แบบนี้ แต่ก็มีคนอ่าน re-ge-dit ขำดี

แถมบอกไปแล้วว่าจริงๆอ่านว่า Reg-Edit ก็ยังอ่าน re-ge-dit อยู่เหมือนเดิม

Wednesday, September 23, 2009

เบอร์สำหรับทรูมูฟเติมเงิน

ตอนนี้เปลี่ยนกลับมาใช้เติมเงินอีกครั้ง ไอ้ลิงคงเห็นยังงั้นก็เลยส่งลิงค์มาให้ ข้อมูลที่ลงก็ตามในลิงค์นี้

Wednesday, September 02, 2009

Review Ready for love : ฟังแล้ว...อืมมม...

ได้มาปุ๊บ เพลงแรกที่ฟังคือ Mission is you เห็นบอกว่า "เพลงนี้ต้องเปิดในซอย 2" intro ตอนต้นฟังแล้ว คล้ายๆ Poker face แต่อย่างว่า โน๊ตมันมี 7 ตัว ยังไงมันก็ต้องซ้ำกันอยู่แล้ว ไม่ต้องแปลกใจไป ... แต่ที่แปลกใจยิ่งกว่า คือเสียงร้อง ...

ถ้าเพลงนี้จะเปิดใน ซอย 2 น่าจะร้องมีพลังกว่านี้ (หรือเพราะผมฟังกับ ลำโพงโน๊ตบุ๊ค มันเลยไม่ Dhoom) สมัยออก I Believe และ Dhoom มันสนุกกว่านี้นะ และถ้าเทียบกับเพลงที่ชอบมากตอนนี้แบบ Hush Hush ยิ่งเทียบไม่ได้เลย ...

เพลง Read for love ฟังแล้วรู้สึกดีกว่าครับ สนุกกว่าแต่ก็ยังเปิดใน ซอย 2 ไม่ได้อยู่ดี 555 แต่ผมก็เปิดฟังตลอดเลย ชอบๆ

My Bloody Valentine ผมก็ไม่ค่อยชอบ  แต่ก็ฟังได้ครับ และฟังบ่อย

ส่วน Ugly ก็สมชื่อหน่อยๆ .. ไม่ค่อยน่าสนใจ มันไม่ติดหูยังไงไม่รู้ เดี่ยวขอฟังอีกซักพักก่อนนะ ว่าจะชอบมั้ย

Shine like a superstar เพลงนี้ดีครับ แต่ผมชอบ come rain come shine มากกว่านะ

Suffocate ก็ดีครับ แต่ชอบ I think of you มากกว่า ... (อ้าว)

Words Are Not Enough เพลงนี้ผมว่าต้องมัน not enough นะ ..

Perfection ก็เฉยๆครับแต่ฟังบ่อยเหมือนกัน

Boys Will Be Boys ชอบดีครับเพลงนี้ แต่ Love Is The Law นี่ไม่ค่อยชอบเลย

Exposed นี่เพลงดนตรีมาออกจีนนิดๆ หรือป่าว ... หรือผมเข้าใจผิดเอง เป็นเพลงที่เฉยๆนะ ไม่ได้ชอบ

หลังจากฟังจบ ...

ผมก็กลับไปขุด I Believe กับ Temperature Rising มาฟังต่อ ... เพลงมันไม่โดนจริงๆ ไม่เหมือน I Believe ที่ผมได้ยินจากทีวี ขณะหลับ แล้วสามารถตื่นขึ้นมานั่งดูได้เลย แถมติดหูจากการฟังครั้งเดียว ... และไม่เหมือน Dhoom Dhoom ที่ฟังได้เป็นสิบรอบๆ แถมเปิดกันทั่วผับไปหมด ... ซึ่ง Dhoom มันสนุกกว่า Jai-ho หรือ Hush Hush อีก ออกจะเสียดายหน่อยๆ ที่ทำอัลบั้มออกมาได้ไม่ดีเท่าที่อยากได้ครับ

Friday, August 28, 2009

น้ำใบบัวบก ใช้เป็นอาหาร Low bac ไม่ได้

เดิมก็เคยสงสัยเค้าทำน้ำใบบัวบก กันยังไง ไปสืบเสาะมาก็พบว่า เอาต้นใบบัวบกสด มาปั่นกับน้ำเปล่าๆ ช้อนเอาฟองออก กรองเอากากหยาบๆทิ้งไป ก็สามารถเอาไปเติมน้ำเชื่อม ดื่มได้เลย

แต่ถ้าทำแบบนี้แปลว่า มันไม่ผ่านความร้อน หรือฆ่าเชื้อใดๆเลย

แล้วด้วยความสงสัย ก็เลยลองปั่นดู และต้มให้เดือดเล็กน้อย ไม่ถึง 2 นาที ผลที่ได้คือ มันแยกชั้นกัน น้ำที่เป็นสีเขียวเข้มๆ ก็จะลอยขึ้นมาเป็นครีมเขียวๆ ลอยอยู่ผิวน้ำ และตัวน้ำ ก็เป็นสีน้ำต้มผักทั่วไป รสชาติก็เปลี่ยนไป เท่าที่ชิม ก็รู้สึกว่า คงแปร่งๆ แต่งรสไปแล้ว ก็คิดว่าคงจะไม่อร่อย (แต่ผมกินได้นะ ไม่ว่ากัน)

พอปั่น ใบบัวบก ก็นึกถึงตอนปั่นเซลล์ เพื่อให้ผนังเซลล์แตก เอาส่วนประกอบข้างในเซลล์ รสชาติของน้ำปั่นตอนแรก รู้สึกเลยว่า มันเค็ม ชิมดูกี่ทีก็รู้สึกว่าเค็ม ไม่น่าแปลกใจเพราะ มี K-ion อยู่ใน cytoplasm ค่อนข้างเยอะหนิ หุหุ

ไม่รุ้ว่า ถ้าลองเอาใบบัวบกไปสกัด DNA จะได้เยอะป่าว อิอิ ... คิดไปโน่น

Tuesday, August 25, 2009

Nokia Messaging ไม่ประทับใจคนแบบผม

ก่อนอื่นก็ต้องบอกเสียก่อนว่าใช้ Messaging ได้แค่ 1/2 ชม แล้วก็ลบออกไปเลย มันมีหลายเหตุผลทีทำให้ไม่อยากใช้ สิ่งที่ควรรู้เบื้องต้นคือ
  1. ผมใช้ email มาก และเปิด gmail tab ไว้ทั้งวัน ถ้า Messaging มันดีจะช่วยตรงนี้ไปได้เยอะ
  2. ผมอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ หรือในพื้นที่ที่มี Wifi ครอบคลุม แทบจะตลอดเวลา ยกเว้นเวลาเดินทาด้วยรถเมย์ และรถไฟฟ้า
  3. ผมใช้ระบบเติมเงินของทรูมูฟ แต่ที่บ้านก็ใช้ Hi-sp ของ ทรูเช่นกัน ใช้ทรูไวไฟ ได้จากที่ไหนก็ได้ด้วย บัญชีเดียวกัน
หลังจากติดตั้งมานานเกือบเดือน สิ่งที่เจอมีดังนี้ครับ
  • Nokia messaging (ต่อไปย่อ NM) เรียกการใช้งาน GPRS โดยที่ผมไม่ได้สั่ง และไม่ขออนุญาติด้วย ซึ่งบ้านผมมี Wifi ครอบคลุมอยู่ แล้วมันจะมาเพิ่มค่าใช้จ่ายให้ผมทำไม
  • เวลามีอีเมล์เข้าก็มีเสียเตือน 1 ครั้ง แต่ไม่มีอะไรขึ้น Notify บนหน้าจออีกเลย ไม่ว่าจะเป็น icon หรือ text ใดๆก็ตาม ถ้าผมวางมือถือไว้แล้วเดินไปห้องน้ำ มีอีเมล์มาแล้วผมไม่อยู่ ไอ้กริ้งๆ นั่นก็ไม่ได้บอกอะไรให้ผมรับรู้ได้ แถมมาดูทีหลังก็ไม่เห็นมีอะไร ล้วมันจะมีประโยชน์ยังไง ...
  • NM รองรับ ฟรีอีเมล์ แต่ไม่สามารถ ดึง contact ออกมาได้ ซึ่งอาจจะเป็นข้อจำกัด และทำให้ต้องใช้ contact ภายในเครื่อง ซึ่งผมก็แทบไม่มี อีเมล์อยู่เลย มีแต่เบอร์ล้วนๆ ในขณะที่ถ้าผมใช้ โปรแกรม gmail สำหรับ symbian ก็ทำได้พอๆกัน ติดแค่ไม่มีเสียงเตือน
ในข้อสรุปของผม สำหรับการใช้งานแบบผม
  1. ควรแก้เรื่องการ connection แต่ดูเหมือนเพราะเป็น pushmail ก็ดูถ้าจะทำไม่ได้ sync contact ก็ไม่ได้ ...
  2. ถ้าอยากให้ sync ได้ต้องลองใช้ Mail to Exchange และ Google Sync ครับ ผมก็ใช้แต่ไม่ sync สำหรับ contact กลัวหาย
  3. ถ้าเช็กเมล์ทั่วไป Gmail สำหรับ Symbian ตอบโจทย์ของผมได้ดีกว่า หรือ ตัวส่ง sms ก็พอจะใช้งานได้พอๆกันกับ NM ติดที่ไม่มีระบบ Push และไม่มีเสียงเตือน
  4. ตอนนี้ยกเลิกการใช้งาน และ Deactivate ในหน้าเว็บไปแล้ว Uninstall NK ไปแล้วด้วยเช่นเดียวกัน แต่พื้นที่ผไม่เห็นได้เพิ่มขึ้นมาเลย สงสัยจะต้อง HR เสียมั้ง

Thursday, August 20, 2009

Time Synchronization for Thai

พูดภาษาไทยมันคือ การปรับค่า "เวลาอัตโนมัติ" ทันทีที่ต่ออินเตอร์เน็ต ถ้าใช้ค่า Default ของ Windows ก็ได้ แต่ผมชอบของในไทยมากกว่า ก็เลยใช้อยู่ 2 ที่ คือ

สถาบันมาตรวิทยา มี Server ดังนี้
  • time1.nimt.or.th
  • time2.nimt.or.th
  • time3.nimt.or.th

กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ
  • time.navy.mi.th
  • time2.navy.mi.th
  • time3.navy.mi.th
ชอบที่ไหน ก็ใช้ที่นั่นได้เลย

Monday, August 17, 2009

วุ้นจากน้ำตาลเทียม

ได้มาจากกล่องของ D-et เจ้าของสูตรคือ คุณบุษกร รัตนะ ณ เืทพธารินทร์ (ใครหว่า ไม่รู้จักอะ) จดเอาไว้ เผื่อจะลองทำกินดู

สูตรวุ้นกะทิ (ส่วนที่เป็นกะทิของวุ้น) สำหรับ 50 ถ้วย

หัวกะทิ 300 มล
น้ำ 100 มล
ผงวุ้น 2.5 ชช
เกลือ 0.25 ชช
ดีเอ็ด 1 ซอง (มันจะพอหรอ ? เดี่ยวต้องลองทำดู)

วิธีทำ
1.ต้มทุกอย่างเข้าด้วยกัน ยกเว้นกะทิ ให้วุ้นละลาย
2.เติมกะทิคนให่เข้ากัน แล้วก็หยอดได้เลย (หยอดครึ่งถ้วย)

ส่วนตัววุ้นใส
น้ำ 400 มล
ผงวุ้น 2.5 ชช
ดีเอ็ด 2.5 ชช (10ซอง)
สีและกลิ่นผสมอาหาร

1.ต้มน้ำใส่ทุกอย่างให้ละลาย
2.แต่งสี เติมกลิ่น
หยอดลงในถ้วยวุ้นอีก ครึ่งถ้วยต่อจากกะทิ

ที่เขียนว่าเป็น ดีเอ็ด ... เพราะตามต้นฉบับเค้าเขียนว่า ดีเอ็ด ... ผมไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด

ถ้าจะใช้น้ำตาลเทียมอืี่นๆ ที่ไม่ใช่ ซูคราโลสแบบใน ดีเอ็ด ก็ต้องใส่ตอนมันเริ่มเย็นแล้ว แต่ยังเป็นน้ำอยู่ คนเร็วๆ แล้วก็เทลงถ้วย

น้ำตาลเทียมชนิด แอสปาเทม โดยมากมักจะแตกตัวที่ 35 องศา ... วิธีวัดง่ายๆก็คือ เอาหลังมือทาบเอา ถ้ารู้สึกว่าร้อนไป ทนไม่ได้ก็คือร้อนไป ถ้าทนได้สบายๆนั่นแหละ โอเคแล้ว

ในแผ่นยังบอกว่า มีให้ดูเพิ่มอีกในเว็บ http://www.d-et.com/th/cookingTip.asp

นมทอด

เห็นในรายการ ผญถผญ ของช่อง 3 จดใส่เศษกระดาษไว้นานแล้ว เป็นร้านนมทอดในแม่สาย ไว้ไปงวดหน้าอาจจะไปลองชิมดู
เบอร์ติดต่อ 081-111-2085

Thursday, August 06, 2009

ชื่อที่ชอบ

เก็บมาจากการอ่าน GS Mikami เล่ม 38 พูดถึงดาว หนุ่มเลี้ยงวัว (Altair) กับ เจ้าหญิงทอผ้า (Vega) ก็ไม่มีอะไร แค่ชอบชื่อนี้เฉยๆ เลยมาจดไว้

การ์ตูนที่ตามอยู่

จดไว้ เดี่ยวจะจำไม่ได้
  • อินุยาฉะ ถึงเล่ม 53
  • กัซ เบล ... 32
  • กายเวอร์ ... 25
  • GS Mikami อ่านจบแล้ว (จบจนได้ หุหุ)
  • Saint Seiya อ่านจบแล้ว
  • รันม่า 1/2 อ่านจบครบ 38 เล่มแล้ว
  • Change Guy อ่านจบแล้ว (จบเกือบจะปาหมอน)
  • Zenki อ่านครบแล้ว
  • Law of Ueki + Law of Ueki plus จบแล้ว
  • Beet, the Vandel buster ถึงเล่ม 12
เวลาไปหาเช่า จะได้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งไ่ล่อ่านดูว่า อ่านไปถึงเล่มไหนแล้ว

Saturday, August 01, 2009

เรื่องขำๆ

เมื่อวาน (31/07) ช่วงประมาณ 4 โมงเย็นขณะรอเอา Shuffle ไปส่งให้ลูกค้า ก็ไปนั่งทานข้าวที่ Tops อนุสาวรีย์ เพราะเห็นว่าติดแอร์ที่นั่งสบาย หลังจากแลกคูปองก็ไปสั่งอาหารที่ร้าน SkyLark (เขียนแบบนี้หรือป่าวไม่แน่ใจนะ ลืมดูทุกที ไปก็ได้แต่กิน) สั่ง "ข้าวหน้าปลาแซลมอน" คนขายที่ร้านหนะไม่อยู่หรอก แต่น้องร้านข้างๆ ที่ขายราดหน้าเค้ามาทำให้แทน เห็นทำหน้างงๆ เปิดตู้แช่ หยิบชิ้นปลาออกมา ก็พลิกๆดู แล้วก็หันมาถามว่า

"พี่ค่ะ ไอ้นี่ต้องทอดยังไง"

ผมก็เข้าใจที่เค้าสื่อทันที เพราเมนูอาหารที่ร้านนี้มีทั้ง Deep Fried และ Stir Fried ธรรมดาซึ่งผมก็จำไม่ได้อีกเหมือนกันว่า มันจะต้องทำแบบไหน

"อืม ... เอางี้แล้วเราทำอะไรเป็นบ้าง" ... ผมถาม
"ข้าวหน้าหมูเกาหลีค่ะ" น้องตอบชัดเจนดีมาก
"งั้นก็เอาข้าวหน้าหมูเกาหลีนั่นแหละ"

แล้วผมก็ยิ้มๆ มันขำๆ ก็เอาชิ้นหมูมา Stir fried ธรรมดา ผัดๆคลุกซอสที่เตรียมไว้ แต่ที่ฮาคือ คุณน้องคงจะลืมไปว่า น้ำซอส ราดตอนสุดท้ายก็พอ ไม่ต้องราดตอนผัดก็ได้ (มั้ง...นะ!!!) แล้วก็ตักอาหารใส่จาน ก็พยายามเข้าใจอีกเหมือนกันว่าปรกติขายราดหน้า มันเลยดูเละเทะยังไงไม่รู้ แต่นั่นผมไม่แคร์ แค่ขำจริงๆ ออกจะดีใจที่เค้าพยายามเอาใจลูกค้า ... ถ้าผมมีนิสัยขี้วีนแบบ ...เทพเจ้าวานรแห่งความพิโรธ ... น้องคงจะแย่ไปเลย ...

สรุปว่าเป็นอาหารมื้อที่อร่อยมาก ออกจะเค็มไปนิด แต่ก็อร่อยครับ ซึ้งน้ำใจคนพยายามทำให้กิน แถมให้ผักมาเยอะมาก คาดว่าประมาณ 2 ทัพพีได้ อืมม ... เยี่ยม

Wednesday, July 01, 2009

การใช้งาน Zotero แบบคร่าวๆ (คร่าวมากๆ)

Zotero เป็นซอฟแวร์จัดการทางบรรณานุกรมและรายการอ้างอิง หรือที่เรียกว่า "Reference management" เหมือนกับ Endnote และ Reference Manager พัฒนาโดย Center for History and New Media , George Mason University โดย ได้รับเงินสนับสนุนจาก United States Institute of Museum and Library Services, the Andrew W. Mellon Foundation และ The Alfred P. Sloan Foundation ฟังดูยิ่งใหญ่มากเลย ... และความสามารถของซอฟแวร์นี้ก็มากสมราคาคุยจริงๆ

ข้อดีของ Zotero มีอะไรบ้าง

จริงๆคงมีเยอะ แต่ที่เห็นว่าสำคัญๆ ก็มี 10 ข้อ
  1. เป็นของฟรี
  2. รวมเป็นส่วนหนึ่งของบราวเซอร์ ที่ใช้ท่องเน็ตยอดนิยมอย่าง ไฟร์ฟอกซ์
  3. ทำงานเข้ากันได้กับ Google Scholar, Google Book, Pubmed และเว็บอื่นๆ แต่มีปัญหากับ ScienceDirect อยู่ (เห็นว่า กำลังแก้ไขให้ทำงานด้วยกันได้เร็วๆนี้)
  4. สามารถเพิ่ม โน๊ต ที่สำคัญได้ และ ยังสามารถลิงค์กับไฟล์ PDF ที่เก็บไว้ในเครื่องได้ด้วย
  5. ระบบ "ค้นหา" อันสุดยอดมาก โดยหาข้อมูลที่ต้องการจาก Keyword (ซึ่งรับมาจากทางเซิร์ฟเวอร์เลย ไม่ต้องพิมพ์เอง) หรือหาจากข้อความใน PDF ก็ได้
  6. ใช้ Bibliography style ได้หลายแบบมาก รวมถึงจะแก้ไข สไตล์ด้วยตัวเองก็ได้เช่นกัน
  7. มีระบบ Cite While You Write เช่นเดียวกับ Endnote เลย (ทำให้มีการฟ้องร้องกันด้วย แต่ Zotero ชนะ)
  8. ทำงานกับ MS-Word ได้ดี รวมถึง OpenOffice.org ก็เช่นกัน
  9. สามารถแชร์ข้อมูลที่เก็บไว้ให้กับคนอื่นได้ (ในเวอร์ชั่น 2.0)
  10. สำคัญที่สุด รองรับภาษาทุกภาษา ... เพราะใช้ระบบตัวหนังสือเป็น Unicode ในการเก็บข้อมูล

จะเริ่มใช้ Zotero ทำยังไงดี

ถ้าเคยใช้ Endnote มาก่อน Zotero ก็ทำงานเหมือนกันเลย เพียงแต่ทำง่ายกว่าเท่านั้นเอง ถ้าไม่เคยใช้ ก็ทดลองใช้เลย มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด

ติดตั้ง Zotero

ก่อนอื่นน ต้องมีบราวเซอร์ ไฟร์ฟอกซ์ เสียก่อน ดาวน์โหลดได้ที่ www.firefox.com ซึ่งมีให้เลือกทั้งเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษแบบต้นฉบับ และแบบแปลภาษาไทย สำหรับคนชอบความเป็นไทย (โดยโหลดได้จาก Other Systems and Languages)

ซึ่งไฟร์ฟอกซ์ตัวใหม่จะเป็นเวอร์ชั่น 3.5 (ในวันที่ 1/07/2009) ซึ่งรองรับทั้ง Zotero 1 และ Zotero 2

หลังจากติดตั้ง เสร็จแล้ว ก็ไปที่ www.zotero.org เพื่อติดตั้ง zotero จะเลือกใช้ ตัวเวอร์ชั่น 1 หรือ 2 ก็ตามความชอบ ความแตกต่างกันที่สำคัญคือ เวอร์ชั่น 1 เป็นตัวเต็มแล้ว เวอร์ชั่น 2 เป็นตัวกำลังพัฒนา ที่เพิ่มความสามารถในการแชร์ข้อมูล ของเราให้กับคนอื่นๆได้ลงไป (ณ วันที่เขียนยังเป็น เบต้า อยู่)

หลังจากเลือกได้แล้วว่าจะลงเวอร์ชั่นอะไร ก็กดดาวน์โหลดได้เลย ไฟร์ฟอกซ์จะมี แถบสีเหลิองข้างบนโผล่ขึ้นมาเพื่อเตือนว่า "จะมีการติดตั้งซอฟแวร์เพิ่มเติมในเครื่องจะอนุญาติ หรือไม่" ก็กด Allow ไป



หลังจากนั้นจะมี หน้าต่างขึ้นมาถามว่า "จะยอมให้มีการติดตั้งเจ้า Zotero มั้ย" ก็กด Install Now ไป



ต่อมาก็ตัว Bibliography style ในตัว Zotero เองมีมาให้เฉพาะ Chicago และอื่นๆ แต่ที่ ม.มหิดลใช้ เป็นแบบ Vancouver ให้เข้าไปดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.zotero.org/styles แล้วกด Install ในแบบที่ต้องการได้เลย

หลังจากลงเสร็จก็ต้อง Restart ตัวไฟร์ฟอกซ์เสียก่อน ถึงจะพร้อมใช้งาน

ติดตั้ง Add-on ใน MS-Word

เหมือน Endnote เลย ที่ต้องติดตั้งเพิ่มเติม โหลดได้จากที่หน้านี้ http://www.zotero.org/support/word_processor_plugin_installation แต่ต้องดูว่า เราใช้ Zotero เวอร์ชั่นอะไร โหลดมาให้ตรงกันด้วย ถ้าจะลงแบบง่ายๆ ก็เลือกตรง "Download Word for Windows Installer" ซึ่งจะทำอะไรแบบ อัตโนมัติ แต่ถ้าชอบออกแรง ก็ดูตรง "Manual Installation" ปัญหาที่เจอคือ ถ้าใช้ MS-Office ที่เป็นภาษาไทย (เมนูเป็นภาษาไทย) มักจะต้องใช้ Manual installation เพราะระบบมันไม่เหมือนคนอื่นนิดนึง เอาเป็นว่าทำแล้วไม่ได้ ค่อยมาดูกันว่าจะแก้ไขยังไง

พอติดตั้งเสร็จแล้ว ก็จะมี Zotero toolbar ใน MS-word แต่ถ้าใช้ Word 2007 จะไปอยู่ในหน้า Add-Ins เหมือนในรูป



เริ่มใช้งาน Zotero

วิธีการเพิ่มรายการเข้าไปใน Zotero นั้นง่ายมาก เหมือนเราเล่นอินเตอร์เน็ตธรรมดา ในที่นี้จะใช้ตัวอย่างเป็น Google scholar และ Pubmed เป็นตัวอย่าง

ก่อนอื่นมาที่ google scholar ก่อน พอเราใส่ keyword ที่จะค้นหาลงไป ก็จะได้ผลออกมา เหมือนเวลาค้นหาด้วย google ซึ่งจะมีหมดเลยว่าเป็น เปเปอร์, หนังสือ หรือเป็นข้อมูลที่ถูกอ้างอิง ไว้ในเปเปอร์อื่นๆ
ถ้ามี รายการที่เราสนใจ ให้กดที่ปุ่ม ข้างๆ location bar ซึ่งเป็นรูป แฟ้มสีเหลือง Zotero จะแสดงหน้าต่างย่อยขึ้นมาให้เราเลือก รายการที่ต้องการจะเก็บ



ส่วนใน Pubmed ถ้าในหน้า Search result ก็จะมี แฟ้มสีเหลือง เหมือนกับใน google scholar แต่ถ้าในหน้า Preview จะถูกเปลี่ยนเป็นรูปเอกสาร แทน ซึ่งหมายถึงให้เก็บหน้านั้นๆลงในรายการของ Zotero



ทีนี้มาดูหน้าจอหลักของ zotero ในไฟร์ฟอกซ์กันบ้าง กดที่ปุ่มข้างล่างมุมขวามือ ก็จะแสดงขึ้นมาในโหมด ครึ่งจอ รายละเอียดคำสั่งก็ตามที่เห็น



ทางซ้ายมือจะเป็นการจัด แบ่งรายการเป็นหมวดหมู่ ขวามือสุดเป็นข้อมูล และรายละเอียดของรายการแต่ละอย่าง แท๊บ Info แสดงข้อมูลของรายการ แท๊บ Notes ก็ตามตัวไว้ใส่ โน๊ตที่เกี่ยวกับ รายการนั้นๆ แท๊บ Attachment ใช้สำหรับใส่ไฟล์ที่

เกี่ยวข้อง รวมถึง PDF ด้วย แท๊บ Tag ก็คือ Keyword นั่นแหละ ภาษาคอมพิวเตอร์ใช้คำว่า แท๊ก แทน อันสุดท้าย Related คือใช้เชื่อมกับ รายการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน

ทำงานกับเวิร์ด

หลังจากเก็บ เปเปอร์ ไว้มากพอที่ต้องการแล้ว ก็ถึงเวลานำมาใช้งานเสียที ... เปิด MS-Word ขึ้นมา แล้วทำเหมือนกับเวลาใช้ Endnote ตามปรกติเลย คำสั่งมีเพียง 6 คำสั่งคือ Insert Citation, Edit Citation, Insert Bibliography, Edit Bibliography, Refresh และ Set Document preference ซึ่งก็การใช้งานก็ตามตัว ส่วน Set Doc Pref เอาไว้เลือก style ในการเขียน ซึ่ง Vancouver style ก็จะมีให้เลือกตรงนี้ด้วย

ทำงานกับ PDF

ในแท๊บ Attachments จะมีคำสั่งเกี่ยวกับ PDF อยู่ 2 อันคือ Link to file กับ Store copy of file... ซึ่ง อันแรก Zotero จะไม่ยุ่งกับ PDF ของเรา แต่อันหลัง Zotero จะ copy ไปเก็บไว้ในตัว ซึ่งทำให้ไฟล์ใหญ่ขึ้นโดยไม่จำเป็น อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบ ...

ต่อมาคือ เรื่องการ เซ็ตให้มีการทำ PDF Indexing ให้เข้าไปที่ Preference ของ Zotero ตามรูป เลือกแท๊บ Search และสั่งให้ติดตั้ง PDF Indexing จะทำให้หาข้อมูลจากใน PDF ไฟลฺ์ได้



วันนี้ตอนที่ 1 พอแค่นี้ก่อน ... แค่นี้ก็ทำงานหลักๆคือ ใส่ ref ได้แล้ว

Saturday, June 20, 2009

App สำหรับ Symbian S60 5th ที่ใช้

Fring / Nimbuzz
Gmail
Mail for exchange
QuickOffice

MP3ThaiTag

BMTD

ScreenSnap

CenRep ใช้ปิดเสียง ชัดเตอร์ของ 5800

Time Machine สำหรับจับเวลา

Friday, June 19, 2009

Command line สำหรับ NOD32

ตอนนี้ WLM มันงี่เง่า จะส่งไฟล์ต้องมีการสแกนไวรัสด้วย ก็ต้องลำบากมาหา command line สำหรับมันอีก .. ไม่งั้นก็ต้องเลือกลง Windows live OneCare ซึ่งเลิกซัพพอร์ตเร็วๆนี้ T-T

ลองค้นหาดูใน google ก็เจอคำสั่งประมาณนี้

"ecls.exe' --log-file=log.txt --action=clean"

แต่ว่ามันก็มีบอกว่า ถ้าอยากดูรายละเอียดมากกว่านี้ อ่านได้ใน User Manual แล้วก็มี PDF ให้โหลดขนาดใหญ่พอตัว ...

ที่มา

Wednesday, June 17, 2009

ยาเสริมแคลเซียม

มีคนมาถามในฟิตเนส ว่าจะให้คุณแม่ทานแคลเซียมเสริม แล้วจะเลือกอะไรมาทานดี ...

คำถามที่ผมถามกลับเลยคือ เคยตรวจมวลกระดูกไหม ... และหมดประจำเดือนหรือยัง (เพราะเป็นผู้ ญ)

ถ้าหมดประจำเดือนแล้วเสริมแคลเซียมก็โอเคครับ ถ้ายังจะลองตรวจมวลกระดูกดูก่อนก็ได้ว่าจำเป็นหรือป่าว เพราะบางทีเราทานอาหารมีคุณภาพดี มีแคลเซียมเพียงพอ ก็โอเคแล้ว เพราะถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการดูดซึมแคลเซียม กับปัญหาของพวกต่อมไร้ท่อต่างๆ แคลเซียมในร่างกายก็น่าจะมีให้ใช้เพียงพอ ... โดยเฉพาะคนไทย ภาวะกระดูกพรุนนั้นไม่ได้รุนแรงเท่ากับพวกฝรั่ง เพราะเท่าที่จำได้ตอนเรียนมา แม้เราจะได้แคลเซียมเพียง 400 ม.ก. ภาวะกระดูกพรุนก็ไม่เจอแล้ว (ใช้อ้างอิงไม่ได้นะ ความทรงจำเลือนลางมากแล้ว ถ้าผิดยังไงชี้แจงด้วย)

แต่การทานแคลเซียมเสริมโดยที่ไม่มีภาวะกระดูกพรุนก็ทำได้ และถ้าไม่ได้ทานมากเกินไป ก็ไม่ได้เกิดอันตรายแต่อย่างใด ยาเม็ดเสริมแคลเซียมมีหลายตัวในท้องตลาด เท่าที่ค้นดู (คืนตำราไปหมดแล้ว) ก็มี
  1. calcium carbonate (40% Ca)
  2. calcium citrate (21% Ca)
  3. calcium gluconate (9.3% Ca)
  4. calcium lactate (13% Ca)
  5. tricalcium phosphate (38%)
อันที่จริงคงมีอีกหลายตัว แต่เห็นบ่อยๆก็มีแค่ 2 ตัวบน ใน รพ. ก็ใช้ 2 ตัวนี้กันเยอะ ที่ขายๆกันราคาถูกๆ ก็ 2 ตัวนี้แหละ การมี % Ca สูงก็คือ ใช้ยาจำนวนน้อยเม็ดกว่า เพื่อให้ได้ แคลเซียมเท่ากัน แต่การดูดซึม แคลเซียมคาร์บอเนต ก็ทำได้ไม่ค่อยดีนัก ... แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำหรับคนที่มีระบบลำไส้ และการย่อยอาหารเป็นปรกติ

ในเคสนี้ ผมแนะนำให้ทาน แคลเซียมคาร์บอเนต ที่มีราคาถูก ทานทุกวันวันละ 1 เม็ด ไม่พร้อมอาหาร (ก่อน และหลังอาหาร 4 ชม) เพราะส่วนใหญ่ แคลเซียมจะจับตัวได้ดีกับ ฟอสเฟต และ มักถูก สารจำำพวก ไฟเตต และ ออกซาเลต ในอาหารขัดขวางการดูดซึมได้

ถ้าไม่พูดถึงอาหารที่มี แคลเซียมสูง ก็คงผิดธรรมเนียม ... ก็ขอพูดถึงหน่อยละกัน อาหารที่มีแคลเซียมสูง ก็มี
  1. พวกสัตว์ที่ทานได้ทั้งกระดูก จะปลาเล็ก หรือปลาใหญ่ ถ้าทานได้ทั้งก้างนั้นโอเค
  2. นม ... จะเสริมแคลเซียมหรือไม่เสริมก็ไม่ได้สำคัญอะไร
  3. ผักหลายชนิดแคลเซียมสูง แต่ดูดซึมได้น้อย เรียกว่ามี Bio-availability ที่ต่ำ สาเหตุเขียนไว้แล้วข้างบน
  4. อาหารที่ผ่านกระบวนการทั้งหลาย พวกอาหารกระป๋อง ต้องเติม แคลเซียมลงไปเพื่อ stabilize เซลล์ให้ดูในสภาพดี เต่งตึงสวยงาม ขนมปังที่เติมผงฟู ก็จะมีแคลเซียมจากผงฟูอยู่เยอะ แต่พวกนี้ก็ไม่ได้ แหล่งของแคลเซียมที่ดี และมีคุณภาพ เต้าหู้ก็เช่นกัน
ประเด็นสำคัญของการกินแคลเซียมคือ กินต่อเนื่องเป็นประจำ ... ไม่จำเป็นต้องกินเยอะๆ แต่ต้องกินที่มีคุณภาพพอใช้ได้(ไม่ต้องถึงกับ สรรหาแคลเซียมราคาแพง มากิน เพราะเงินจะหมดกระเป๋าเสียก่อน) และกินให้ต่อเนื่องเป็นประจำก็เพียงพอสำหรับคนทั่วไป ...

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ แต่เป็น En นะ

Wednesday, June 10, 2009

ร้านอาหารน่ากิน

ก็ไม่มีอะไร ได้ Fw-mail มาก็เลยอยากเก็บไว้หน่อย

A day cafe
บุพเฟต์ตอนกลางวัน 99 บาท ที่ อะเดย์ คาเฟ่ โทร 0-2237-6086-7 ถ้ามาทางรถไฟฟ้า ลงสถานีศาลาแดง แล้วเดินเข้าซอยศาลาแดง ไปเรื่อยๆ จนถึงซอยยมราชทางซ้ายมือ ปากซอยจะเป็นเต๊นท์ขายของเยอะๆ ส่วนด้านขวามือจะเป็น แอนนาคาเฟ่ พอเลี้ยวซ้ายเข้าไปก็ตรงไปสักร้อยเมตร จะเจอร้านอะเดย์ คาเฟ่อยู่ทางขวามือก๊าบ

โตโยอิจิบัง
อาหารญี่ปุ่น : ซูชิและซาชิมิ เทปันยากิ โระบาตะยากิ อาหารทะเลสดๆ ย่าง ทั้งกุ้ง ปลาหมึก ปลา ชาบู ชาบู เทมปุระ
อาหารไทย : กุ้ง ปลา ปลาหมึก หอยตลับ ผัดพริกไทยดำ ผัดพริกเผา ทอดกระเทียม
อาหารจีน : ปูผัดผงกะหรี่ ซี่โครงหมูอบน้ำผึ้ง ปลานึ่งซีอิ้ว กระเพาะปลาน้ำแดง ผัดผักสี่สหาย ติ่มซำ
ของหวาน : ผลไม้ตามฤดูกาล เค้ก ไอศกรีม เยลลี่ ขนมหวานแบบไทยๆทั้ง ข้าวเหนียวมะม่วง สาคูแคนตาลูปทองหยอด ฝอยทอง และขนมหวานเย็นต่างๆ
เครื่องดื่ม : ชาเขียวเพื่อสุขภาพ Soft drink น้ำอัดลม กาแฟ

วัน เวลาที่ให้บริการ โตโยอิจิบัง ภัตตาคารบุเฟต์ญี่ปุ่น เปิดให้บริการทุกวัน วันละ 2 รอบ
รอบเที่ยง ราคา 470 บาท net เปิดให้บริการ เวลา 11.30 น.- 14.00 น.
รอบเย็น ราคา 529 บาท net เปิดให้บริการ เวลา 17.30 น.- 22.00 น.
สำรองที่นั่งโทร 02-682-9698-99 , 086-317-5811, 081-629-6201 Fax. 02-682-9698


ไว้มีอีก จะเอามาเพิ่มนะ